Somatic Art Therapy เปิดโอกาสให้ ‘กายวาด’ แล้ว ‘ใจยอมฟัง’
ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จัก Somatic Art Therapy หรือ “ศิลปะบำบัดแนวกายจิตสัมพันธ์” ผู้เขียนอยากชวนทุกคนมารู้จักคำว่า “Soma” ซึ่งเป็นรากศัพท์สำคัญที่อธิบายแนวคิดหลักในการทำงานศิลปะบำบัด Approach นี้ได้อย่างดี
Soma คืออะไร ?
คำว่า Soma มีรากมาจากภาษากรีกโบราณ (Sôma) แปลว่า ‘เกี่ยวข้องกับร่างกาย’ หรือร่างกายของสิ่งมีชีวิต ซึ่งใกล้เคียงกับคำว่า Body ในหนังสือของเพลโตได้เขียนเกี่ยวกับ Sôma ไว้ว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งในสองส่วนของสิ่งมีชีวิต ส่วนที่สองคือ Psychē (จิตวิญญาณ) ที่น่าสนใจคือ ในหนังสือได้ชี้ข้อแตกต่างของสิ่งมีชีวิตที่เป็นมนุษย์และสัตว์ไว้ว่า ใน Psychē ของมนุษย์ จะมี Nous หมายถึงจิตปัญญาหรือการคิดระดับสูง ซึ่งทำให้เรามี Self-awareness ต่างจากสัตว์ทั่วไป เพลโตเชื่อว่าทั้ง Soma และ Psychē แยกออกจากกันไม่ได้ หากเมื่อเราตายไป Soma จะกลายเป็นเพียงสุสานที่ว่างเปล่า หรือเป็นแค่ซากศพ
โจแอน ฮาเมล (Johanne Hamel) ผู้สอนกระบวนการ Somatic Art Therapy ของผู้เขียนได้นิยามคำว่า Soma ไว้ว่า “ร่างกายรวมกับประสบการณ์ภายในที่เจ้าของร่างกายเท่านั้นที่รับรู้ได้” เรามีคำว่า Body ที่หมายถึงร่างกาย กระดูก กล้ามเนื้อ อวัยวะภายใน และ Soma ก็คือพื้นที่ขนาดเท่ากับ Body เป็นพื้นที่ที่มีอยู่จริงซึ่งเป็นตัวแทนของตัวตน ความคิด จิตใจของเจ้าของร่างกายนั้นๆ
Soma ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการเกิดของตัวเราและเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยไปในแต่ละวันตามประสบการณ์ชีวิตที่เราได้รับ เปรียบเสมือนสมุดบันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตที่สะท้อนผ่านการมีอยู่ของก้อนเลือดเนื้อ อวัยวะ และกลไกการทำงานของร่างกาย ถ้าให้เห็นภาพ ลองนึกถึงร่างกายของนักกีฬาแต่ละชนิด พวกเขามีรูปร่างของกล้ามเนื้อและระบบในร่างกายที่แตกต่างกัน เกิดจากการทำฝึกซ้อม ใช้กล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวซ้ำๆ จนร่างกายสร้างตัวเองให้อยู่ในสภาพนั้นๆ เช่น นักกีฬาว่ายน้ำจะมีช่วงไหล่ที่กว้าง แขนยาว ปอดใหญ่ หรือนักเทนนิสที่ถนัดแขนด้านขวา ก็จะมีแขนขวาที่โตกว่าแขนซ้ายเล็กน้อย แต่ Soma ไม่ได้เป็นเพียงตัวกล้ามเนื้อ หรือ Physical Body เท่านั้น มันรวมกับความรู้สึกภายในอย่างความล้าหรือปวดตึงจากการซ้อมกีฬาอย่างหนักด้วย
ค้นคว้าหาความเป็นไปได้ ระหว่างกายและใจ
วิทยาศาสตร์และการแพทย์เฉพาะทางในปัจจุบันกำลังค้นคว้าและหาทางอธิบายเกี่ยวกับกลไกการเก็บซ่อนบาดแผลทางใจที่ฝังลึกไว้ในร่างกายเพื่อทำความเข้าใจและให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชได้ดียิ่งขึ้น ดร. บาสเซล แวน เดอร์ คอล์ก (Dr. Bessel van der Kolk) ผู้เขียนหนังสือ The Body Keeps the Score บอกไว้ว่า ร่างกายคือสิ่งที่ไม่เคยโกหก มันทำหน้าที่จดบันทึกทุกความเจ็บปวดและบาดแผลทางใจ (Trauma) เอาไว้ในระบบประสาทและกล้ามเนื้อ แม้ว่าสมองของเราจะพยายามสั่งให้ลืมไปแล้วก็ตาม ยกตัวอย่างเวลาที่เราโดยหัวหน้าดุในที่ประชุม สมองส่วนหน้าของเราที่ Nous อาศัยอยู่ มักจะสั่งการลงมาทันทีว่า ‘เก็บอาการ ห้ามร้องไห้’ เราจึงเลือกที่จะกลืนก้อนความรู้สึกนั้นลงคอแล้วปั้นหน้ายิ้มปกติ ปัญหาคือ ความตื่นตระหนก สารเคมีความเครียด และพลังงานที่หลั่งออกมาแล้วไม่ได้หายไปไหน มันถูก ‘แช่แข็ง’ อยู่ในเนื้อตัว ระบบประสาทของเรายังจดจำความรู้สึกกังวล อับอาย และสัญชาตญาณที่อยากจะหนี ส่งผลให้เรากลายเป็นคนที่หายใจตื้นโดยไม่รู้ตัว หรือมีอาการท้องปั่นป่วนทุกครั้งที่ต้องเข้าห้องประชุม ในขณะที่ปากเราบอกว่า ‘รับมือไหว’ แต่ร่างกายกำลังกังวลแทนเราไปล่วงหน้าแล้ว
ดร. ปีเตอร์ เลอวีน (Dr. Peter Levine) สังเกตพฤติกรรมของสัตว์ในป่า เขาตั้งคำถามว่า สัตว์ป่าต้องเผชิญอันตรายถึงชีวิตทุกวัน ถูกเสือไล่ล่า เกิดความเครียดขีดสุด แต่ทำไมพวกมันถึงไม่ค่อยมีอาการจิตตกเรื้อรัง หรือภาวะ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) เหมือนมนุษย์เลยและเขาพบคำตอบว่า เมื่อสัตว์ป่ารอดพ้นจากอันตรายมาได้ ร่างกายของมันจะมีกลไกตามธรรมชาติในการสั่น (Shaking) พลังงานความตื่นตระหนกที่ค้างอยู่ในระบบประสาทออกไปเช่น การสั่นอย่างรุนแรง การหายใจหอบลึก หรือการวิ่งเหยาะๆ สักพักหนึ่ง เพื่อรีเซ็ตระบบประสาทอัตโนมัติให้กลับสู่โหมดปลอดภัย แต่มนุษย์ต่างออกไปเพราะมีสมองคิดระดับสูง (Nous) ที่ขยันคิด ทันทีที่เราเกิดอารมณ์ถาโถมบางอย่าง ไม่ว่าจะกลัว เสียใจ กังวล เครียด เรามัวแต่อยู่กับการคิดวนไปมาจนไม่สามารถพาร่างกายหลุดออกจากโหมดสู้หรือหนี (Survival Mode) สักที ดร.เลอวีนจึงคิดค้นกระบวนการ Somatic Experiencing (SE) ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยชวนให้เราเลิกใช้สมองแก้ปัญหาชั่วคราว แล้วหันมาใช้กระบวนการทางร่างกาย เพื่อให้ระบบประสาทได้ปลดปล่อยพลังงานที่ค้างคาให้จบลงอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ใกล้เคียงกับกระบวนการของ Somatic Art Therapy
Somatic Art Therapy : ศิลปะที่ทำให้ “กายได้พูด” และ “ใจได้ฟัง”
ในการทำ Somatic Art Therapy นักศิลปะบำบัดจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้ผู้เข้ารับบริการสำรวจความรู้สึกทางกาย (Felt Sense) และทำงานกับ Soma ของตนเองผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะ โดยใช้สื่อที่หลากหลาย วาด ระบาย ปั้น เขียน เคลื่อนไหว หรือใช้เสียง เพื่อให้ร่างกายได้ทำงานและปลดปล่อยบาดแผลทางใจ (Trauma) ที่เก็บไว้ ในทางศิลปะบำบัดเราเรียกกระบวนการปลดปล่อยนี้ว่า Catharsis ซึ่งเป็นวินาทีที่กายได้พูดจบประโยคและใจได้รับฟังสาเหตุและสิ่งที่ร่างกายต้องการ เมื่อคำพูดที่จุกอยู่ในลำคอ หรือความรู้สึกมวนท้องคลื่นไส้เมื่อรู้สึกกังวลได้ถูกถ่ายทอด สำรวจ และอธิบายผ่านเส้น สี รูปร่างรูปทรง หรือตัวอักษร เมื่อนั้นเราจะมองเห็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเส้นทางที่จะสามารถนำพาร่างกายกลับสู่จุดสมดุลได้ในที่สุด เกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิตนอกเหนือห้องบำบัด
Somatic Art Therapy จึงเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัยที่เผชิญปัญหาหรือความยากลำบากในชีวิตและต้องการความช่วยเหลือ แต่ไม่รู้จะสื่อสารหรือพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายและความรู้สึกนี้ได้อย่างไร หากคุณกำลังมองหาวิธีทำงานกับความเจ็บปวดและความรู้สึกทางกายที่มาพร้อมกับบาดแผลทางใจ Somatic Art Therapy เป็นตัวเลือกอีกทางหนึ่งที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยทักษะทางศิลปะใดๆ เลย
หากลองสังเกต ความเจ็บปวดและความรู้สึกทางกายหลายอย่างนั้นเชื่อมอยู่กับพฤติกรรม ความคิด และจิตใจอย่างแยกไม่ได้ เช่น อาการ Office Syndrome ปวดคอ บ่า ไหล่นั้น จริงอยู่ที่มาจากพฤติกรรมการนั่งนานท่าเดียว ไม่ได้ยืดเหยียดดูแลอย่างเหมาะสม แต่นั่นก็หมายถึงขอบเขตระหว่างตัวเราและงานของเราอาจไม่สมดุลอยู่ด้วย เพราะบ่อยครั้งเราปล่อยให้สมองสั่งให้เรา "สู้ต่อ" จนละเลยเนื้อตัวที่กำลังประท้วงเงียบๆ ผ่านความเจ็บปวดเมื่อยล้า บางทีอาการปวดหลังล่าง อาจเป็นเสียงตะโกนบอกว่าเรากำลังแบกความคาดหวังของใครอยู่หรือเปล่า? ความรู้สึกมวนท้องเวลาคุยกับครอบครัว อาจเป็นเสียงกระซิบว่าเรากำลังฝืนทำสิ่งที่ไม่เป็นตัวเองอยู่ไหม? ผู้เขียนอยากชวนทุกคนมาลองตั้งคำถามกับเนื้อตัวของตัวเองดู ไม่ต้องรีบหาคำตอบด้วยเหตุผลหรือตรรกะอันชาญฉลาด แต่ลองปล่อยให้มือได้ขยับ ปล่อยให้ศิลปะทำหน้าที่เล่าเรื่อง ในตอนจบของวันแย่ๆ ลองหยิบสีสักกล่องกับกระดาษเปล่าสักแผ่นออกมาแล้ววาดความรู้สึกในร่างกายดู จากนั้นลองถอยกลับมาเป็นผู้ชมผู้ฟังที่ดีดูสักครั้ง... เมื่อเราเปิดโอกาสให้ ‘กายวาด’ แล้ว ‘ใจยอมฟัง’ จริงๆ ร่างกายของเราอาจมีเรื่องราวดีๆ ที่พร้อมจะเยียวยาตัวเราเองซ่อนอยู่อีกมากมาย
เอกสารอ้างอิง (References):
van der Kolk, B. A. (2014). The Body Keeps the Score: Brain, Mind, and Body in the Healing of Trauma. New York: Viking.
Levine, P. A. (1997). Waking the Tiger: Healing Trauma: The Innate Capacity to Transform Overwhelming Experiences. Berkeley, CA: North Atlantic Books.
Loh, Y. (2016). The Soma and the Psyche in the Gospel of Matthew and in Plato's Timaeus. PEOPLE: International Journal of Social Sciences, 2(1), 577-591.
Hamel, J. (2021). Somatic Art Therapy: Alleviating Pain and Trauma through Art. New York: Routledge.
โดย
ณัชนาถ กระแสร์ชล
นักศิลปะบำบัด Studio Persona